สั่งซื้อเสื้อ-ชุดเดรสให้นม

วิจัยพบ “ภูมิแพ้” ทำประชากร…ป่วยครึ่งโลก

416
views

เรื่องของ…โรคภูมิแพ้ ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการประชุมแพทย์จากทั่วโลกในช่วง 2-3 ปีมานี้ ข้อมูลจากทีมนักวิจัย สถาบันคิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ในอังกฤษ ระบุว่า แนวโน้มของผู้เป็นโรคภูมิแพ้ (Allergies) ทั่วโลก เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันตก คาดว่าราว 40% ของประชากรโลกป่วยเป็นโรคภูมิแพ้

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเหตุใดอัตราการเป็นโรคภูมิแพ้จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เชื่อว่าโรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษที่กลายเป็นปัจจัยเสริม ทำให้อาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงขึ้น

วงการแพทย์ทั่วโลกทราบกันดีว่า โรคภูมิแพ้รักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ และโรคนี้ก็สามารถเป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย

ข้อมูลจากแพทย์ในอังกฤษ ชี้ว่า เด็กทั่วโลกกำลังมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ (Allergies) มากเป็นประวัติการณ์ โดยพบว่าปัจจุบันการแพ้อาหารได้ส่งผลต่อเด็กราว 7% ในสหราชอาณาจักร และราว 9% ในออสเตรเลีย

สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย จากการสำรวจพบว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าแต่ก่อนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พิมพ์ใจ นัยโกวิท ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ดิวาลี เซ็นเตอร์ ให้ข้อมูลว่า ทฤษฎีการแพ้เกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ การแพ้แบบเฉียบพลัน (IgE) และ การแพ้แบบเรื้อรังหรือแบบแฝง (IgG) ซึ่งการแพ้ทั้งสองแบบมีความแตกต่างกัน การแพ้แบบเฉียบพลันจะแสดงอาการอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่การแพ้แบบเรื้อรัง อาจไม่แสดงอาการ

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา อธิบายการแพ้ที่พบบ่อยๆ เช่น การแพ้อาหารแฝง ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการขาดเอนไซม์ แลคเตส เกิดการต่อต้านอินซูลิน หรือป่วยด้วยโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรืออาจเกิดจากสารเคมี สิ่งแวดล้อม ภูมิแพ้ตนเอง รับประทานยาเป็นประจำ ความเครียด พันธุกรรม หรืออาจเป็นการแพ้จากกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากโรคทางสมอง ภาวะพร่องเอนไซม์ โรคผิวหนัง การอักเสบตามข้อ ระบบการหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ลำไส้อักเสบ ลำไส้ทะลุ ฯลฯ

“การแพ้ที่พบบ่อยที่สุด 84% คือ แพ้ผลิตภัณฑ์นม ชีส อาหารที่พบการแพ้บ่อยก็เช่น นมวัว โปรตีนจากนมสัตว์ ไข่แดง ไข่ขาว ยีสต์ทำขนมปัง ถั่วแดง ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ยีสต์หมักเครื่องดื่ม ข้าวสาลี ผงวุ้น รวมทั้งพวกอาหารทะเล เป็ด ไก่ ผลไม้บางชนิด ล้วนทำให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งสิ้น แต่จะแพ้มากหรือแพ้น้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล”

ทั้งนี้ งานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นระบุตรงกันว่า ภูมิแพ้ เกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมที่ได้รับเข้ามา โดยการขับสารตัวกลางออกมาต้านสิ่งแปลกปลอม แต่สารตัวกลางจะก่อให้เกิดการอักเสบและอาการแพ้แก่ร่างกาย การเกิดโรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ต่อสารบางอย่างที่อาจไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป

แต่เป็นอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้ โดยสารที่ร่างกายรับเข้ามาและกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในลักษณะต่างๆ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้โดยการแสดงอาการแพ้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกและน้ำตาไหล คันรอบดวงตา ระคายเคืองที่ใบหน้า มีผดผื่นคันและแดงตามผิวหนัง ผิวหนังลอกอักเสบ หรืออาจแพ้รุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออก หลังจากที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย

เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ควรทำอย่างไร…

อย่างแรกเลย คือ ไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจว่าเป็นภูมิแพ้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ การรักษาโรคภูมิแพ้ปัจจุบันมี 3 วิธีคือ 1.หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หากผู้ป่วยได้รับการทดสอบภูมิแพ้ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อย่างถูกวิธี จะทำให้อาการดีขึ้น หากรู้ว่าแพ้อะไร ควรกำจัด จำกัด หรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การทำความสะอาดบ้านเพื่อขจัดฝุ่นละออง การงดเลี้ยงสัตว์ที่ขนอาจกระตุ้นอาการแพ้ เช่น สุนัข แมว กระต่าย ฯลฯ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อื่นๆ เช่น ละอองเกสรดอกไม้ อาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือแม้แต่ควันบุหรี่

2.การใช้ยา เช่น ยารับประทาน ยาพ่นเข้าจมูก หรือยาสูดเข้าหลอดลม ซึ่งผู้ป่วยควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และ 3.การฉีดวัคซีน เป็นการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยแพทย์จะทดสอบภูมิแพ้ก่อนว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ ชนิดใด แล้วฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นๆ เพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยค่อยๆ ปรับภูมิต้านทานขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดร่างกายมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี

สำหรับผู้ป่วยแพ้อาหารที่มีอาการรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้อย่างเคร่งครัด ในกรณีที่พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้แล้ว แต่ยังมีอาการแพ้เนื่องจากได้รับอาหารที่แพ้เจือปนเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อยๆ เช่น การแพ้แป้งสาลี ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารหลายชนิด ได้แก่ ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารชุบแป้งทอด ทำให้การหลีกเลี่ยงเป็นไปได้ยาก และมีความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งบางครั้งต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน ในกรณีนี้ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้โดยตรง เพื่อหาแนวทางป้องกันการเกิดภูมิแพ้จากปัจจัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก.

Cr:ไทยรัฐ

สั่งซื้อเสื้อ-ชุดเดรสให้นม
บทความก่อนหน้านี้ร้อนจัด “ความดันโลหิตสูง-ไมเกรน-ลมชัก” ระวัง
บทความถัดไปปรับโฉม “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” สร้างแลนด์มาร์กใหม่ “กาญจนบุรี”
แบ่งปัน